การตกปลาริมแม่น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องดูทั้งกฎระดับประเทศ ช่วงฤดูคุ้มครอง และข้อกำหนดเฉพาะพื้นที่ก่อนเลือกจุดตกปลา
ตุลาคม 2569 ตกปลาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้หรือไม่?
สำหรับแหล่งน้ำจืด คำตอบหลักคือ “พ้นช่วงฤดูน้ำแดงของพื้นที่นี้แล้ว” แต่ไม่ได้แปลว่าเปิดทุกจุดและใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ประกาศกรมประมงเรื่องฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการใช้ยาวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2572 และจัดกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และสมุทรสาครอยู่ในกลุ่มพื้นที่ระยะที่ 2 ซึ่งมีช่วงควบคุมตั้งแต่ 1 มิถุนายนถึง 31 สิงหาคมของทุกปี ดังนั้นวันที่ 1–31 ตุลาคม 2569 ไม่อยู่ในช่วงปิดฤดูน้ำจืดตามมาตรการนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายประมงไทยไม่ได้ใช้ระบบ “ฤดูเปิดของชนิดปลา” แบบเดียวกันทุกชนิดและทุกลำน้ำ การตัดสินว่าตกได้หรือไม่ได้ต้องดูอย่างน้อย 4 ชั้นพร้อมกัน ได้แก่ กฎหมายส่วนกลางตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศฤดูน้ำแดง ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำหรือข้อกำหนดของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด และกติกาของพื้นที่ที่ใช้เข้าถึงริมตลิ่ง เช่น ที่เอกชน สวนสาธารณะ หรือพื้นที่หน่วยงานรัฐ
ข้อมูลในบทความนี้ตรวจสอบกับแหล่งราชการ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 โดยใช้ ประกาศและคำอธิบายฤดูน้ำแดงของกรมประมง รวมถึง พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจากกองกฎหมาย กรมประมง เป็นฐานหลัก
“กรุงเทพฯ และปริมณฑล” ในบทความนี้หมายถึงที่ใดบ้าง?
เพื่อไม่ให้เอากฎของจังหวัดหนึ่งไปเหมารวมกับอีกจังหวัดหนึ่ง บทความนี้แยกเขตอำนาจที่ตรวจสอบเป็น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ทั้งหกพื้นที่นี้อยู่ในกลุ่มระยะที่ 2 ของประกาศฤดูน้ำแดงฉบับปี 2568 แต่กฎเฉพาะจุด เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ประกาศจังหวัด หรือข้อห้ามในพื้นที่ชายฝั่ง อาจต่างกันได้
| พื้นที่ | สถานะฤดูน้ำแดงในเดือนตุลาคม 2569 | สิ่งที่ยังต้องเช็กเฉพาะจุด |
| กรุงเทพมหานคร | พ้นช่วง 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ จุดริมน้ำของหน่วยงานรัฐ/เอกชน และข้อกำหนดพื้นที่ชายฝั่ง |
| นนทบุรี | พ้นช่วง 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำและประกาศจังหวัดตามแนวเจ้าพระยา/คลองสาขา |
| ปทุมธานี | พ้นช่วง 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่ชลประทาน และข้อกำหนดเจ้าของพื้นที่ |
| นครปฐม | พ้นช่วง 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | แม่น้ำท่าจีน คลองสาขา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำรายจุด |
| สมุทรปราการ | พ้นช่วงน้ำจืด 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | แยกน้ำจืดกับทะเลชายฝั่ง ต้องเช็กประกาศประมงทะเลและเขตชายฝั่งเพิ่มเติม |
| สมุทรสาคร | พ้นช่วงน้ำจืด 1 มิ.ย.–31 ส.ค. | แม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำ คลอง และทะเลชายฝั่งอาจอยู่คนละชุดกฎ |
ปลายอดนิยมชนิดไหน “เปิด” หรือ “ปิด” ในเดือนตุลาคม?
สำหรับปลาน้ำจืดที่นักตกปลาพบได้ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลานิล หรือปลากลุ่มปลาหนังต่าง ๆ กรมประมงไม่ได้ออกตารางเดือนตุลาคม 2569 ที่ปิดเป็นรายชนิดสำหรับทั้งหกพื้นที่นี้ การควบคุมหลักที่ยืนยันได้เป็นการกำหนดช่วงเวลาและพื้นที่ของฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ พร้อมควบคุมเครื่องมือ ไม่ใช่ประกาศว่า “ปลาช่อนปิด” หรือ “ปลานิลเปิด” ทั้งภูมิภาค
จึงควรอ่านคำว่า “เปิด” อย่างระมัดระวัง: ในเดือนตุลาคม การตกปลาในแหล่งน้ำจืดทั่วไปไม่ถูกปิดด้วยมาตรการฤดูน้ำแดงของหกพื้นที่ดังกล่าว แต่ถ้าจุดที่เลือกอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ การจับสัตว์น้ำอาจห้ามทั้งหมดตามมาตรา 66 เว้นแต่มีเหตุและหนังสืออนุญาตตามกฎหมาย กรมประมงมีเอกสารอธิบายมาตรการน้ำจืดที่ระบุหลักนี้ไว้ชัดเจนใน คู่มือมาตรการควบคุมการประมงในน่านน้ำจืด
อีกตัวอย่างที่ไม่ควรเหมารวมคือ ปลาหมอคางดำ ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องการครอบครองตัวมีชีวิตนอกพื้นที่การแพร่ระบาด กรมประมงระบุในประกาศประชาสัมพันธ์ว่ากรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาครอยู่ในรายชื่อจังหวัดที่มีพื้นที่ระบาดบางส่วนตามประกาศปี 2567 แต่ข้อกำหนดนี้เป็นเรื่องการครอบครองและเคลื่อนย้าย ไม่ใช่ “ฤดูตกปลา” ของปลาชนิดดังกล่าว และไม่ควรตีความว่าปทุมธานีหรือทุกอำเภอในจังหวัดอื่นมีสถานะเดียวกัน ตรวจรายละเอียดจาก ข้อมูลกรมประมงเรื่องการครอบครองปลาหมอคางดำ ก่อนเคลื่อนย้ายปลามีชีวิต
ต้องมีใบอนุญาตตกปลาหรือไม่?
การใช้คันเบ็ดทั่วไปเพื่อพักผ่อนในน้ำจืดไม่ได้มี “ใบอนุญาตนักตกปลาแบบรายบุคคล” ที่ใช้ครอบคลุมทุกคนทุกลำน้ำตามระบบของบางประเทศ แต่กฎหมายไทยกำหนดใบอนุญาตตามประเภทเครื่องมือ เรือ และลักษณะการทำประมงบางกรณี ตามมาตรา 31 และมาตรา 32 ของพระราชกำหนดการประมง
กองกฎหมายของกรมประมงยังคงแสดงประกาศเรื่อง เครื่องมือประมงน้ำจืดที่ต้องได้รับใบอนุญาต และหลักเกณฑ์ใบอนุญาตประมงพื้นบ้าน ไว้ในฐานกฎหมายที่ปรับปรุงในปี 2569 ดังนั้นหากคุณใช้เพียงคันเบ็ด/รอกทั่วไป สถานะกฎหมายต่างจากผู้ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำเชิงประสิทธิภาพสูงหรือใช้เรือประกอบกิจการประมง
สิ่งสำคัญคือ “ไม่ต้องมีใบอนุญาตคันเบ็ดทั่วไป” ไม่เท่ากับ “ตกได้ทุกที่” หากริมตลิ่งเป็นทรัพย์สินเอกชน ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของ หากเป็นพื้นที่สวนหรือสิ่งปลูกสร้างของหน่วยงานรัฐ ให้ปฏิบัติตามเวลาเปิด–ปิดและข้อห้ามของผู้ดูแลพื้นที่ และหากเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ก็ยังห้ามจับแม้ใช้เบ็ดธรรมดา
ในเดือนตุลาคมใช้เครื่องมืออะไรได้ และอะไรเสี่ยงผิดกฎหมาย?
แม้ฤดูน้ำแดงของกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม แต่ข้อห้ามเครื่องมือบางประเภทตามพระราชกำหนดการประมงยังมีผลตลอดปี เช่น เครื่องมือที่ถูกห้ามโดยมาตรา 67 หรือประกาศเฉพาะตามกฎหมาย การเปลี่ยนจากคันเบ็ดธรรมดาไปใช้ชุดอวน เครื่องกั้นทางน้ำ เครื่องมือไฟฟ้า หรือเครื่องมือเชิงพาณิชย์ จึงไม่ควรทำโดยอาศัยเพียงข้อสรุปว่า “พ้นฤดูปิดแล้ว”
เพื่อให้เห็นหลักคิดชัดขึ้น ในช่วงฤดูน้ำแดงเอง กรมประมงเคยระบุเครื่องมือที่อนุญาตเป็นข้อยกเว้น เช่น เบ็ดหลายชนิดแต่ไม่รวมเบ็ดราวและเบ็ดพวง ตะแกรง/สวิง/ช้อน/ยอที่มีขนาดตามกำหนด ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน และแหความลึกตามที่ประกาศกำหนด ตัวอย่างคำอธิบายของหน่วยงานกรมประมงดูได้จาก สำนักงานประมงจังหวัดสระบุรีเรื่องเครื่องมือในฤดูน้ำแดง แต่รายละเอียดจังหวัดอื่นอาจถูกปรับโดยคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด จึงใช้ตัวอย่างนี้อธิบายโครงสร้างกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่กฎเฉพาะกรุงเทพฯ
มีขนาดขั้นต่ำหรือ bag limit ต่อวันหรือไม่?
ไม่ควรนำตัวเลขขนาดขั้นต่ำหรือจำนวนตัวต่อวันจากบ่อตกปลาเอกชน จังหวัดอื่น หรือกฎต่างประเทศมาใช้กับแหล่งน้ำสาธารณะทั้งหมดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากการตรวจฐานกฎหมายกรมประมงที่ใช้อยู่ ณ ปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่พบกฎกลางที่กำหนด “bag limit” แบบจำนวนปลา X ตัวต่อคนต่อวัน สำหรับนักตกปลาด้วยคันเบ็ดในแหล่งน้ำสาธารณะทุกแห่งของทั้งหกพื้นที่
ส่วนเรื่องขนาดสัตว์น้ำ กฎหมายมาตรา 57 เปิดทางให้กำหนดชนิดและขนาดที่ห้ามจับหรือนำขึ้นเรือได้ แต่กรมประมงเคยชี้แจงว่าการกำหนดขนาดสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิดมีความซับซ้อน และมาตรการที่ใช้จริงจำนวนมากควบคุมผ่านฤดูปิด พื้นที่ปิด และขนาดตาอวนมากกว่า นักตกปลาจึงไม่ควรหยิบตัวเลขจากข้อเสนอการศึกษาที่เคยเผยแพร่ เช่น ความยาวปลาทูหรือขนาดปูม้า มาใช้เป็น “ขนาดขั้นต่ำตามกฎหมายปัจจุบัน” โดยอัตโนมัติ ดูบริบทได้จาก คำชี้แจงกรมประมงเรื่องมาตรา 57 และสัตว์น้ำขนาดเล็ก
ถ้าตกในบ่อเอกชนหรือแหล่งน้ำชุมชน เจ้าของหรือคณะกรรมการชุมชนอาจตั้งกติกาเข้มกว่ากฎหมาย เช่น จำกัดจำนวนปลา กำหนดขนาดปลาที่นำกลับบ้านได้ หรือบังคับ catch-and-release กติกาเหล่านี้ใช้เฉพาะพื้นที่นั้น ไม่ใช่กฎของจังหวัดทั้งจังหวัด
เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำสำคัญอย่างไร?
คำถามนี้สำคัญกว่าการดูชื่อปลา เพราะ ถ้าจุดตกอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ การจับสัตว์น้ำอาจผิดกฎหมายไม่ว่าชนิดปลาจะเป็นปลาทั่วไปหรือไม่ มาตรา 66 ห้ามจับสัตว์น้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำที่รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศกำหนด เว้นแต่กิจกรรมเพื่อวิชาการหรือบำรุงพันธุ์ที่ได้รับอนุญาต
ข้อควรระวังคือเขตเหล่านี้เป็น “พื้นที่เฉพาะพิกัดหรือแนวเขต” ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสายหรือแม่น้ำท่าจีนทั้งสายถูกปิดทั้งหมด ดังนั้นก่อนเดินทางไปจุดใหม่ โดยเฉพาะวัด ท่าน้ำ ชุมชนริมคลอง หรือพื้นที่ที่มีป้ายอนุรักษ์ ควรตรวจประกาศจังหวัดหรือสอบถามสำนักงานประมงจังหวัดนั้นโดยตรง
แล้วทะเลชายฝั่งสมุทรสาคร–กรุงเทพฯ–สมุทรปราการในเดือนตุลาคม 2569 ล่ะ?
ส่วนนี้ต้องแยกจากกฎน้ำจืดอย่างเด็ดขาด พื้นที่อ่าวไทยตอนในหรือ “อ่าวไทยรูปตัว ก” มีมาตรการปิดอ่าวเพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำมีไข่และวัยอ่อนเป็นรายพื้นที่และรายช่วงเวลา ในปี 2568 กรมประมงกำหนดช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–30 กันยายน ครอบคลุมบางส่วนของสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ดูประกาศปีนั้นได้จาก กรมประมงเรื่องปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2568
แต่ ณ วันที่ตรวจสอบ 29 กันยายน 2569 ยังไม่พบหน้าอย่างเป็นทางการของกรมประมงที่ระบุขอบเขตและวันที่ของมาตรการ “อ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2569” แบบที่เพียงพอให้ยืนยันว่า 1 ตุลาคม 2569 เปิดทุกพื้นที่ชายฝั่งดังกล่าว ดังนั้นบทความนี้จะไม่คัดลอกวันที่ปี 2568 มาอ้างเป็นกฎปี 2569 โดยอัตโนมัติ หากจุดหมายของคุณเป็นทะเลชายฝั่ง ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากแม่น้ำท่าจีน หรือออกเรือจากสมุทรปราการ/สมุทรสาคร ให้เช็กประกาศล่าสุดกับสำนักงานประมงจังหวัดหรือศูนย์ประมงทะเลก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะถ้าใช้เครื่องมืออื่นนอกจากเบ็ดมือ
นี่เป็นตัวอย่างสำคัญว่าทำไมคำว่า “ตุลาคมหมดฤดูปิดแล้ว” ใช้ได้กับ มาตรการฤดูน้ำแดงของน้ำจืดในหกพื้นที่ แต่ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมกับทะเลชายฝั่ง
กฎมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ควรรู้ในปี 2569?
จุดเปลี่ยนที่ยืนยันได้ชัดคือประกาศฤดูน้ำแดงฉบับปี 2568 ไม่ได้ใช้เพียงปีเดียว แต่กำหนดผลบังคับตั้งแต่ 16 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 พฤศจิกายน 2572 กรมประมงระบุว่าจะติดตามผลทางวิชาการทุกปี และให้อำนาจคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดปรับพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการ และเงื่อนไขให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ได้ การวางแผนตกปลาเดือนตุลาคมจึงต้องดูทั้งประกาศส่วนกลางและประกาศจังหวัดล่าสุด ไม่ใช่อาศัยภาพอินโฟกราฟิกเก่าจากปี 2566 หรือ 2567
อีกด้านหนึ่ง กองกฎหมายกรมประมงอัปเดตฐานรวมกฎหมายในปี 2569 และแสดงประกาศใหม่เกี่ยวกับใบอนุญาตประมงพื้นบ้านรอบปี 2569–2570 จึงยิ่งต้องแยกนักตกปลาด้วยคันเบ็ดเพื่อพักผ่อนออกจากผู้ใช้เรือหรือเครื่องมือในลักษณะประมงพื้นบ้าน/พาณิชย์ เพราะภาระเรื่องใบอนุญาตและเงื่อนไขต่างกัน
ก่อนออกไปตกปลา ควรเช็กอะไรตามลำดับ?
- ระบุชนิดแหล่งน้ำก่อน ว่าเป็นน้ำจืด แม่น้ำ/คลอง ปากแม่น้ำ หรือน้ำทะเลชายฝั่ง เพราะแต่ละแบบอาจอยู่คนละประกาศ
- ระบุจังหวัดและพิกัดจริง จุดที่อยู่บนชายแดนจังหวัดหรือปากแม่น้ำไม่ควรตัดสินจากชื่อสถานที่อย่างเดียว
- เช็กว่าอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำหรือไม่ หากมีป้ายเขตอนุรักษ์หรือป้ายห้ามจับ ให้ถือว่าต้องตรวจประกาศก่อนเริ่มตก
- ดูเครื่องมือ คันเบ็ดทั่วไปมีสถานะต่างจากเบ็ดราว เบ็ดพวง อวน เครื่องกั้นทางน้ำ หรือเครื่องมือที่ใช้กับเรือ
- แยกสิทธิการเข้าถึงพื้นที่ออกจากสิทธิการจับปลา แม้กฎหมายประมงไม่ปิดจุดนั้น แต่เจ้าของที่หรือผู้ดูแลสวน/ท่าเรืออาจห้ามเข้า ห้ามตก หรือกำหนดเวลาใช้งาน
- ถ้าจะนำปลามีชีวิตกลับบ้านหรือข้ามจังหวัด ตรวจข้อกำหนดสัตว์น้ำควบคุมและชนิดต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำ ไม่ใช่ดูเพียงกฎฤดูปิด
- โทรถามสำนักงานประมงจังหวัดเมื่อจุดไม่ชัด โดยบอกชื่อคลอง/แม่น้ำ ตำบล อำเภอ และลักษณะเครื่องมือ จะได้คำตอบที่ตรงเขตมากกว่าถามว่า “จังหวัดนี้ตกปลาได้ไหม”
สรุปสำหรับเดือนตุลาคม 2569
ถ้าเป้าหมายคือการตกปลาด้วยคันเบ็ดใน แหล่งน้ำจืดทั่วไป ของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ หรือสมุทรสาคร เดือนตุลาคมอยู่หลังช่วงฤดูน้ำแดง 1 มิถุนายน–31 สิงหาคมที่ใช้กับทั้งหกพื้นที่ จึงไม่มีข้อห้ามฤดูน้ำแดงครอบคลุมทั้งจังหวัดในเดือนนี้
แต่คำตอบสุดท้ายยังขึ้นกับจุดจริง: เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำอาจห้ามจับทั้งหมด เครื่องมือบางประเภทมีกฎตลอดปี พื้นที่เอกชนหรือพื้นที่หน่วยงานรัฐอาจไม่อนุญาตให้เข้าตก และพื้นที่ทะเลชายฝั่งต้องตรวจมาตรการประมงทะเลแยกต่างหาก โดยเฉพาะสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ
สำหรับขนาดขั้นต่ำและจำนวนปลาที่นำกลับได้ต่อวัน ไม่พบกฎกลางแบบ bag limit สำหรับนักตกปลาด้วยคันเบ็ดที่ใช้เหมือนกันทั่วทั้งหกพื้นที่ ณ วันที่ตรวจสอบ จึงไม่ควรนำกติกาของบ่อเอกชนหรือประกาศจังหวัดอื่นมาใช้แทนกฎหมายของจุดที่จะไป วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือยืนยันพิกัดกับสำนักงานประมงจังหวัด และตรวจประกาศล่าสุดในฐาน กฎหมายประมงของกรมประมง ก่อนออกเดินทาง