“บัตรสวัสดิการเข้าแล้วหรือยัง” กับ “เบี้ยผู้สูงอายุจะเข้าวันไหน” เป็นคำถามที่มักเกิดพร้อมกันช่วงต้นเดือน แต่สองสิทธินี้ใช้วิธีจ่ายไม่เหมือนกัน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐส่วนใหญ่เป็นวงเงินใช้จ่ายตามสิทธิ ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจ่ายโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชี หากเห็นยอดในแอปไม่เปลี่ยน จึงควรตรวจให้ตรงกับชนิดสิทธิก่อนสรุปว่าเงินล่าช้า
ยกตัวอย่างเพื่ออธิบายเท่านั้น: “คุณมาลี” อายุ 68 ปี มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และรับเบี้ยยังชีพผ่านบัญชีธนาคาร เธอเห็นวันใช้สิทธิ 1 ตุลาคม แต่ไม่มีเงินก้อนใหม่เข้าบัญชี และในวันที่ 10 ตุลาคมยังไม่เห็นเบี้ยผู้สูงอายุ กรณีนี้ต้องแยกตรวจเป็นสองเรื่อง: วงเงินบัตรที่ใช้ได้กับรายการโอนของท้องถิ่น วันที่ตัดยอดของระบบหนึ่งไม่ใช่หลักฐานการโอนของอีกระบบหนึ่ง
กำหนดการเดือนตุลาคม 2569 ที่ยืนยันได้
ข้อมูลต่อไปนี้ตรวจสอบจากประกาศทางการที่มีอยู่ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 โดยกรมบัญชีกลางเผยแพร่กำหนดสวัสดิการแห่งรัฐประจำเดือนตุลาคมเมื่อ 28 กันยายน ส่วนเบี้ยยังชีพใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยและแนวทางการจ่ายที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ตรงกับวันเสาร์ จึงต้องพิจารณากติกาวันหยุดของเบี้ยยังชีพและประกาศของท้องถิ่นร่วมกัน
| วันที่ | รายการ | ใครควรตรวจ | ลักษณะการรับสิทธิ |
|---|
| 1 ตุลาคม 2569 | วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาทต่อคน สำหรับผู้มีสิทธิในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ตามเงื่อนไขที่ประกาศ รวมทั้งสิทธิส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อสามเดือน และวงเงินเดินทางสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน | ผู้ผ่านเกณฑ์โครงการปี 2569 และผู้ที่สถานะสิทธิถูกเปิดใช้งานแล้ว | วงเงินสวัสดิการเพื่อใช้จ่าย ไม่ใช่เงินสดโอนเข้าบัญชี |
| 9 ตุลาคม 2569* | วันที่ตามการใช้แนวปฏิบัติทั่วไป เมื่อวันที่ 10 ตรงวันหยุด (ไม่ใช่ประกาศเฉพาะของทุก อปท.) | ผู้สูงอายุที่มีชื่อและยังมีสิทธิในทะเบียนจ่ายของ อปท. | เงินสดหรือเงินโอนตามวิธีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้ |
| 20 ตุลาคม 2569 | เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน | เฉพาะผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการตามเงื่อนไขที่กำหนด | เงินโอนเข้าบัญชีหรือพร้อมเพย์ที่ผูกเลขประจำตัวประชาชนตามข้อมูลของผู้รับสิทธิ |
*วันที่ 9 ตุลาคมเป็นการคำนวณจากกติกาทั่วไป ไม่ใช่ประกาศยืนยันแยกของทุกเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ระเบียบกำหนดจ่ายเบี้ยยังชีพภายในวันที่ 10 ของแต่ละเดือน เว้นแต่กรณีจำเป็น และแนวทางประชาสัมพันธ์ของภาครัฐระบุว่าหากวันที่ 10 เป็นวันหยุดราชการ ให้จ่ายในวันทำการก่อนวันหยุด ดังนั้นสำหรับเดือนนี้ วันที่ 9 ซึ่งเป็นวันศุกร์เป็นวันทำการก่อนวันเสาร์ที่ 10 ผู้รับควรตรวจประกาศของ อปท. ที่ตนมีชื่ออยู่ เพราะหน่วยงานอาจแจ้งกำหนดเฉพาะกรณี
ดูรายละเอียดกำหนดการบัตรสวัสดิการฯ ที่ ข่าวกรมบัญชีกลาง วันที่ 28 กันยายน 2569 ส่วนข้อมูลการเริ่มสิทธิรอบใหม่และมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่ใน ข้อมูลประชาสัมพันธ์รัฐบาลไทยเรื่องโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 และ ข่าวรัฐบาลเรื่องวงเงินและมาตรการเดือนตุลาคม
ผู้รับสิทธิแต่ละกลุ่มควรเข้าใจอะไรให้ตรงกัน
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จะเริ่มได้รับสิทธิตั้งแต่ 1 ตุลาคม ตามการยืนยันตัวตนและสถานะที่ระบบกำหนด ผู้มีสิทธิเดิมจากโครงการปี 2565 ไม่ควรอนุมานว่ารายการหรือยอดเดิมยังเหมือนเดิมทุกข้อ เพราะรัฐบาลระบุช่วงเปลี่ยนผ่านและวันเริ่มสิทธิรอบใหม่ไว้แล้ว ตรวจผลและขั้นตอนที่จำเป็นจากเว็บไซต์โครงการของกระทรวงการคลังโดยตรงที่ welfare.mof.go.th หรือประกาศกรมบัญชีกลาง
วงเงินซื้อสินค้าและเดินทางไม่ใช่เงินฝากที่ถอนเป็นเงินสดได้ วันที่ 1 จึงหมายถึงวันที่เริ่มใช้สิทธิหรือวงเงินตามกำหนด ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นเงินโอนเข้าบัญชีธนาคาร ในทางกลับกัน เงินเพิ่มเบี้ยความพิการวันที่ 20 เป็นรายการโอนแยกต่างหากและไม่ใช่เงินที่ผู้ถือบัตรทุกคนจะได้รับ ผู้มีสิทธิกลุ่มนี้ต้องผ่านคุณสมบัติผู้พิการและได้รับเบี้ยความพิการตามเงื่อนไขของมาตรการ
ผู้ที่ยืนยันตัวตนล่าช้าหรือเพิ่งผ่านการพิจารณา ควรอ่านคำแนะนำบนหน้าโครงการก่อนคาดหวังว่าจะใช้สิทธิได้พร้อมกับคนอื่นทุกคน เว็บไซต์กระทรวงการคลังระบุว่าผู้ที่จำเป็นต้องทำ e-KYC จะเริ่มใช้สิทธิเมื่อยืนยันตัวตนแล้ว หากทำขั้นตอนหลังวันที่กำหนดเริ่มต้น วันที่พร้อมใช้สิทธิส่วนบุคคลจึงอาจต่างจากวันเริ่มของโครงการ
ผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
สิทธินี้จัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขต ไม่ได้จ่ายผ่านวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้จ่ายเป็นเงินสดหรือโอนตามวิธีที่หน่วยงานจัดให้ โดยหลักจ่ายภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน เว้นแต่กรณีจำเป็น กติกาและหลักฐานสิทธิอยู่ใน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2566
แนวทางประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐอธิบายว่าเมื่อวันที่ 10 ตรงวันหยุดราชการ ให้จ่ายในวันทำการก่อนหน้า ดังนั้น 9 ตุลาคมเป็นวันทำการก่อนวันที่ 10 ตุลาคมซึ่งตรงวันเสาร์ อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดในระเบียบมีข้อยกเว้นกรณีจำเป็นและการจ่ายดำเนินการในระดับท้องถิ่น ผู้รับจึงควรใช้ประกาศของเทศบาลหรือ อบต. ที่รับผิดชอบทะเบียนของตนเป็นข้อมูลสุดท้าย เอกสารอธิบายการเลื่อนวันดังกล่าวอยู่ที่ ข่าวประชาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์
วันหยุด ธนาคาร และเวลาที่เห็นยอดจริง
วันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันพฤหัสบดี วันที่ 9 เป็นวันศุกร์ และวันที่ 20 เป็นวันอังคาร จึงไม่มีวันที่จ่ายตามตารางหลักข้างต้นตรงกับวันเสาร์หรืออาทิตย์ กำหนดของเบี้ยผู้สูงอายุมีการปรับให้ก่อนวันที่ 10 ตามแนวปฏิบัติที่อ้างถึง ไม่ใช่เพราะระบบธนาคารจะลงยอดในวันเสาร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศวันหยุดสถาบันการเงินกรณีพิเศษในกรุงเทพมหานครในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งไม่ตรงกับวันที่ 1, 9 หรือ 20 และไม่ทำให้กำหนดสามวันนี้เลื่อนโดยอัตโนมัติ ตรวจประกาศฉบับปัจจุบันได้ที่ ปฏิทินวันหยุดสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
“วันประมวลผล” หมายถึงหน่วยงานหรือระบบส่งคำสั่งและบันทึกการจ่าย ส่วน “วันที่เงินเข้าบัญชี” คือเวลาที่ธนาคารผู้รับลงรายการในบัญชีจริง สองเวลาอาจไม่ตรงกันเมื่อมีการตรวจข้อมูลบัญชี การส่งรายการระหว่างหน่วยงาน หรือธนาคารประมวลผลตามรอบของตน อย่าสรุปจากข้อความว่า “ดำเนินการจ่ายแล้ว” เพียงอย่างเดียวว่าทุกบัญชีได้รับเครดิตแล้ว และอย่าใช้วันเริ่มวงเงินบนบัตรเป็นวันที่เงินสดเข้าธนาคาร
วันที่ 16 ตุลาคมเป็นวันหยุดพิเศษเฉพาะสถาบันการเงินในกรุงเทพมหานครตามประกาศ ธปท. และธนาคารระบุว่าระบบ BAHTNET รวมถึงระบบโอนรายย่อยระหว่างธนาคารบางส่วนหยุดให้บริการในวันดังกล่าว ผู้ที่ทำธุรกรรมอื่นใกล้วันนั้นควรตรวจธนาคารของตน อย่างไรก็ดี ประกาศนี้ไม่ได้เลื่อนวันจ่ายสิทธิในตารางเดือนตุลาคมข้างต้น
ถ้ายังไม่เห็นสิทธิหรือเงิน ให้ตรวจตามลำดับนี้
- แยกประเภทสิทธิ: ตรวจว่ากำลังตามหาวงเงินบัตรที่ใช้ซื้อสินค้า เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพราะแต่ละรายการมีผู้รับผิดชอบและช่องทางตรวจคนละแห่ง
- ตรวจวันให้ตรงกับรายการ: สำหรับบัตรดูวันที่เริ่มใช้สิทธิและวงเงินในประกาศ สำหรับเบี้ยผู้สูงอายุให้ตรวจประกาศเดือนตุลาคมของเทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขต อย่าใช้ปฏิทินเดือนก่อนแทน
- ตรวจสถานะสิทธิและการยืนยันตัวตน: เข้าเว็บไซต์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐหรือช่องทางที่หน่วยงานแจ้ง ตรวจว่าผ่านเกณฑ์ เปิดใช้งาน และทำ e-KYC ครบหรือยัง ใช้เฉพาะโดเมนทางการ และไม่ส่งรหัสผ่าน รหัสใช้ครั้งเดียว หรือเลขประจำตัวประชาชนในช่องทางสาธารณะ
- ตรวจรูปแบบรับเงินและข้อมูลบัญชี: ผู้รับเบี้ยยังชีพควรเช็กว่าตนเลือกรับเงินสดหรือโอน ชื่อบัญชีและเลขบัญชีถูกต้องและยังใช้งานได้หรือไม่ หากมีการเปลี่ยนบัญชี ย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนผู้รับมอบอำนาจ ให้แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นล่วงหน้า
- เช็กประวัติรายการกับหน่วยงานผู้จ่าย: ระบบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหน้าตรวจสอบผลการจ่ายและรายการที่ไม่สำเร็จที่ ระบบตรวจสอบสวัสดิการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน้าบริการ ข้อมูลเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของ DLA Digital หากไม่พบข้อมูลหรือสถานะผิดพลาด ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทะเบียนสวัสดิการของท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่
- ติดต่อธนาคารเมื่อหน่วยงานยืนยันส่งเงินแล้ว: เตรียมวันที่และยอดที่หน่วยงานแจ้ง เลขอ้างอิงรายการถ้ามี และรายการเดินบัญชี แล้วถามธนาคารว่ารายการเข้าหรือถูกตีกลับ อย่าเปิดเผย PIN หรือรหัส OTP แก่ผู้ที่โทรมาอ้างว่าจะช่วยตามเงิน
สำหรับกรณีตัวอย่างของคุณมาลี วิธีสรุปผลคือเช็กยอดสวัสดิการผ่านช่องทางสิทธิ ไม่ใช่ดูเฉพาะยอดเงินฝาก จากนั้นตรวจประกาศเบี้ยผู้สูงอายุของ อปท. ว่ากำหนดโอนวันที่ 9 หรือแจ้งเปลี่ยนแปลง หากท้องถิ่นยืนยันส่งคำสั่งแล้วแต่บัญชียังไม่มียอด ให้เปิดรายการเดินบัญชีและขอให้ธนาคารตรวจธุรกรรม หากระบบระบุว่ารายการไม่สำเร็จ ให้กลับไปแก้ข้อมูลกับ อปท. ก่อนรอรอบดำเนินการใหม่ การตรวจสามจุด—สถานะสิทธิ วันของหน่วยงาน และรายการธนาคาร—จะช่วยระบุได้ว่าปัญหาอยู่ที่สิทธิ คำสั่งโอน หรือการลงบัญชี
ข้อมูลกำหนดการอาจมีประกาศเพิ่มเติมหลังวันที่จัดทำบทความนี้ ผู้รับสิทธิควรยึดข่าวล่าสุดจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลทะเบียนของตนเป็นหลัก
หญิงสูงอายุกำลังตรวจโทรศัพท์ สมุดบัญชี และปฏิทินก่อนเช็กกำหนดรับเบี้ยยังชีพ